ชงลดราคา?เบนซิน 95 ช่วยรถ?เก่า หลังยก?เลิกขาย?เบนซิน 91

211

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เตรียมเสนอต่อ กบง. ให้ปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 เพื่อเป็นการช่วยผู้ที่ใช้รถรุ่นเก่า หลังรัฐบาลยกเลิกขายเบนซิน 91 ในวันที่ 1 มกราคม 2556

Read more: ชงลดราคา?เบนซิน 95 ช่วยรถ?เก่า หลังยก?เลิกขาย?เบนซิน 91

'พลังงาน'ชงกบง.ลดราคา?เบนซิน95ชี้ช่วย?เหลือรถ?เก่า

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555 00:00:44 น.

วิภาวดีฯ * นายประพนธ์ วงษ์ท่า เรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทด แทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิด เผยว่า สำนักงานนโยบายและแผน พลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอที่ประ ชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ด้วยวิธีการทยอยลดเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 7-8 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาน้ำมันเบนซิน95 ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันเบนซิน 91 ซึ่งตามนโยบายรัฐบาลจะยกเลิกการใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไป

Read more: 'พลังงาน'ชงกบง.ลดราคา?เบนซิน95ชี้ช่วย?เหลือรถ?เก่า

คอลัมน์: ?เศรษฐศาสตร์?เพื่อชีวิต: คืนอำนาจจัด?การพลังงาน?ให้ประชาชน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555 00:00:20 น.
วิวัฒน์ชัย อัตถากร

เป็นปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้กำลังจะอำลาตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2556 มาเยือนประเทศไทย (20-21 พ.ย.55) สองวันหลังประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกามาเยือนไทย (18-19 พ.ย.55) เศรษฐกิจจีนรุ่งเรืองแต่สหรัฐตกต่ำอย่างมาก ส่วนโลกอาหรับนั้นล่อแหลมเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่ (ทั้งอิสราเอล ซีเรีย อิหร่าน ปาเลสไตน์) จักรวรรดินิยมอเมริกาต้องการปลุกปั่นสงครามเพื่อฟื้นเศรษฐกิจพร้อมไล่ล่าทรัพยากรน้ำมันวางหมากรุกคืบมาเป็นลำดับในแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ จักรวรรดิอเมริกาถูกควบคุมโดยทุนการเงินวอลสตรีทหวังบรรลุเป้า 3 เรื่องผู้นำไทยเสียท่าไปพินอบพิเทาอ่อนน้อมสยบยอมต่ออเมริกา มีการลงนามยอมให้ใช้สนามบินอู่ตะเภาทางการทหารตามยุทธศาสตร์อเมริกาปิดล้อมจีน ออกแถลงการณ์ร่วมวิสัยทัศน์ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา 2012 สำหรับเรื่องค้าการเสรีการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) นั้น ไทยเสียท่าที่แสดงเจตนารมณ์อยากเข้าร่วม มีการพูดคุยเป็นขั้นเป็นตอนมาแล้วระดับหนึ่งยังไม่ยุติ หากเข้าร่วมไทยอาจเสียเปรียบหลายเรื่องถูกขูดรีด เช่น ยาราคาแพง ส่วนเรื่องพลังงานนั้นกองทัพอเมริกามุ่งคุ้มกันผลประโยชน์ด้านพลังงานที่บริษัทน้ำมันอเมริกาครอบครองอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากดังที่บริษัท เชฟรอน ของอเมริกาลงทุนในไทยมหาศาลคิดเป็นลำดับ 2 ในสัดส่วนของมูลค่าการลงทุนทั่วโลกรวมกันทีเดียว น้ำมันคือต้นเหตุแห่งสงครามหลายชาติ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจทำสิ่งผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติในอนาคตหรือไม่ นโยบายที่ไทยตกเป็นเบี้ยล่างที่จะชักนำไทยเข้าสู่สงครามการทหาร สงครามการค้า และสงครามน้ำมันโดยไม่จำเป็น ล่าสุดมีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาใช้เอกชนบังหน้าลักลอบนำเรือรบนิวเคลียร์ใช้ในสงครามสามารถบรรทุกเครื่องบินรบได้แอบมาจอดที่ท่าเรือแหลมฉบัง ยกเหตุมาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม (นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์)

ปิโตรเลียมทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ คนไทยทั้งประเทศถูกบอกกล่าวและถูกทำให้เชื่อว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมัน  ถ้ามีก็ประปรายน้อยมาก ไม่คุ้มที่จะขุดเจาะเหมือนประเทศแถบทางทะเลทราย ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันจากต่างประเทศในแต่ละปีหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท มีการให้ข้อมูลผิดๆ ว่าน้ำมันหายากขาดแคลนจึงต้องตั้งราคาสูง แม้ปัจจุบันจะมีข้อมูลหลักฐานจากมากมายหลายแหล่งชี้ชัดและสามารถพิสูจน์ได้ว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันเต็มประเทศ คุ้มค่าที่จะขุดเจาะ  แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมกระทรวงพลังงานเลี่ยงที่จะบอกความจริงแก่ประชาชน แถมมักหลอกลวงให้ข้อมูลผิดๆ ว่าถึงไทยมีน้ำมันก็จะค่อยๆ ร่อยหรอจนหมดไป  เพื่อเป็นข้ออ้างทำน้ำมันราคาแพงเพื่อกอบโกยกำไรสูงสุด  ทำไมกระทรวงพลังงาน ปตท. มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย  ตลอดจนสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ TPBS ที่อุดหนุนโดยภาษีประชาชนล้วนๆ ปีละหลายพันล้านบาท จึงไม่นำเสนอเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับปิโตรเลียมให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปรับรู้รับทราบเท่าที่ควร หรือว่าบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการ  และสื่อทั้งหลายโดนปิดปากด้วยผลประโยชน์ไปเสียหมดแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยส่วนใหญ่พร่ำบ่นเรื่องน้ำมันแพงแต่ไม่มีโอกาสรู้ความจริงถึงกระบวนการและขบวนการอำนาจที่จัดการทำให้น้ำมันมีราคาแพง ประชาชนไทยจำนวนมากของประเทศยังไม่รู้เลยว่าเมืองไทยมีพลังงานปิโตรเลียมมากมายที่เทียบชั้นโลก น้ำมันลำดับที่ 32 ก๊าซลำดับที่ 24 จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มากกว่าตะวันออกกลางบางประเทศเสียอีก แถมยังเหลือพลังงานส่งออกอีกต่างหาก ขนาดอเมริกายังเป็นลูกค้าของไทยเลย มูลค่าส่งออกพลังงานไทยมากกว่าข้าวหรือยางพาราส่งออกเสียด้วยซ้ำ    วันนี้พื้นที่สัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียมทั่วไทยทั้งบนบกและในทะเลรวมกันเกือบ 1 ล้านตารางกิโลเมตร ยามค่ำคืนกลางทะเลในภาคใต้ของไทยมีแสงระยิบระยับจากแท่นขุดเจาะน้ำมันเต็มไปหมด มีคนทำงานนับหมื่นคนกลางท้องทะเลลึกประเทศไทยมีปิโตรเลียมทุกภาคกว่าครึ่งค่อนประเทศแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร บริษัทต่างชาติได้รับสัมปทานพลังงานในพื้นที่ภาคอีสานกว่า 1 แสนตารางกิโลเมตรในแทบทุกจังหวัด เจาะที่ไหนเจอก๊าซที่นั่น อุดมด้วยพลังงาน แต่เหตุไฉนวันนี้คนอีสานยังจนทุกข์ยากมากด้วยหนี้สินแทบทุกครัวเรือนกันเล่า จนป่านนี้แล้วทำไมรัฐบาลไทยไม่ค่อยบอกเรื่องเมืองไทยมีน้ำมันและมีการขุดเจาะส่งออกขายต่างประเทศแล้วให้ประชาชนรับรู้รับทราบ ปิดๆ บังๆ หลบๆ ซ่อนๆ ไปทำไม ฤามีวาระซ่อนเร้นซ่อนลึกอยู่หรือไม่ แถมบริหารจัดการพลังงานกันอย่างไร ราคาขึ้นเอาๆ อีกต่างหาก คนไทยแทบทนไม่ไหวแล้ว  (โว้ย)!

ขอถือโอกาสสรุปใจความสำคัญเรื่อง "มหากาพย์ขุมทรัพย์ปิโตรเลียม จะแล่เนื้อเถือหนังประชาชนไทยไปถึงไหน" (15/22/29 พ.ค.55) ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในคอลัมน์นี้  อย่างย่อๆ ดังนี้* ราคาพลังงาน
สูงเกินจริง-ไม่ถูกต้อง-บิดเบือน-ไม่เป็นธรรม * เพราะ

ผูกขาดการขุดเจาะและการกลั่นน้ำมัน-ทำลายกลไกตลาดทุจริต-ไม่โปร่งใส-รัฐปกปิดข้อมูลให้ข้อมูลเท็จ-ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน-หยามประชาชนขาดความรู้ (ทั้งที่เรื่องพลังงานเข้าใจได้โดยไม่ยาก เทคโนโลยีน้ำมันไม่ใช่เรื่องลี้ลับ)-ปั่นราคาเก็งกำไรน้ำมันจากตลาดหุ้นวอลสตรีทอเมริกาถึงไทย* ทางออก

ทำกิจการพลังงานเป็นของรัฐ (ประชาชน)-ทวงคืน ปตท.รื้อกระทรวงพลังงาน-ยกร่างกฎหมายฉบับประชาชน ยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมด้านพลังงาน-บริหารพลังงานตามแนวทางพึ่งตนเองและเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ส่งเสริม กระจายการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ-ทำพลังงานราคาเหมาะสม โปร่งใสเป็นธรรมตรวจสอบได้-การจัดการพลังงานที่ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม* เฉพาะหน้า

หยุด "สัมปทานพลังงานรอบใหม่ครั้งที่ 21"-ยกเลิกการต่ออายุสัมปทานที่เสียเปรียบ-เปิดโปงระบบพลังงานที่เอาเปรียบประชาชนสร้างสำนึกพลังงาน-จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบธุรกิจพลังงานอย่างเข้มข้นทุกขั้นตอนตีแผ่ให้สาธารณชนรับรู้อย่างโปร่งใส* สร้างชาติใหม่

ให้ประชาชาติไทยได้รับประโยชน์สูงสุด-เพิ่มอัตราค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรายได้จากพลังงานที่ปากหลุมเป็นร้อยละ 80-นำราย ได้มาตั้งเป็น "กองทุนสร้างชาติ" โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเชี่ยวชาญ-จัดสรรเงินทุนฟื้นฟูอาชีพผู้ค้ารายย่อย-ยกหนี้คนชั้นล่างชาวไร่ ชาวนา กรรมกร-ชำระหนี้สาธารณะ-เพิ่มสวัสดิการสังคม-ทำเศรษฐกิจชุมชน และ SME ให้แข็งแกร่ง-ปฏิรูปที่ดิน-เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน/ที่ดิน/การศึกษา/การรักษาพยาบาลฟรี ฯลฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศแถบตะวันออกกลางเขานำรายได้จากการขายน้ำมันมาจัดสวัสดิการจุนเจือยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กินดีอยู่ดี การศึกษาฟรี เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลฟรี ขึ้นรถเมล์  รถไฟฟรี ฯลฯ ขณะนี้ประชาชนไทยอยากรู้ว่าเงินจำนวนมากมายจากการขายน้ำมันที่ขุดเจาะได้ในประเทศไทยแต่ละปีเข้ากระเป๋าใครบ้าง มีอะไรตกถึงมือประชาชนบ้าง

การสมคบคิดกับต่างชาติ ตามมาด้วยระบบสัมปทานพลังงานโดย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 เปิดทางให้โจรพลังงานปล้นทรัพยากรประเทศใช่หรือไม่ ระบบสัมปทานพลังงานของไทยถูกวิจารณ์ว่าเป็นระบบที่ล้าหลังมากที่สุดในโลก นอกจากคิดค่าภาคหลวงในอัตราต่ำที่สุดในโลกแล้ว ยังยอมให้ธุรกิจพลังงานผูกขาดตัดตอนเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จนมีอำนาจเหนือตลาด ส่งผล กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและไม่คุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 84 หรือไม่

ข้าราชการที่ทำงานด้านพลังงานจะไม่รู้เลยหรือว่าระบบนี้มีจุดอ่อน เกิดสำนึกที่จะต้องหาทางแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของชาติเช่น จุดอ่อนระบบนี้มีช่องโหว่ทางด้านบัญชีที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่รับสัมปทานสามารถหลบเลี่ยงภาษีและค่าภาคหลวงอย่างง่ายดาย เนื่องจากรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะล่วงรู้ข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงบริษัทให้ข้อมูลเท็จตกแต่งบัญชีโดยคนของรัฐรู้เห็นเป็นใจ จงใจปิด-บิดข้อมูล (รวมถึงทำผิดกฎหมาย เช่น ลอบขนน้ำมันเถื่อนกลางทะเลลึก)ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนการสำรวจ การผลิต การกลั่น กระทั่งราคาซื้อขายปิโตรเลียมนั้น บริษัทพลังงานจึงเป็นฝ่ายกำหนดเองได้ตามอำเภอใจ มีอำนาจผูกขาดทุกขั้นตอน ทำให้ธุรกิจพลังงานได้รับกำไรหรือผลตอบแทนส่วนเกิน (Rent Seeking) จากสัมปทาน รัฐได้ค่าภาคหลวงและภาษีน้อยมาก รวมกันคิดเป็นเพียงแค่ร้อยละ 28.9 เท่านั้น (ช่วงปี 2524-52) ขณะที่บริษัทพลังงานได้สูงถึงร้อยละ 71.1 ดังนั้นบริษัทน้ำมันต่างชาติขนเงินออกนอกประเทศก้อนใหญ่เรื่อยๆเป็นว่าเล่น ส่วนคนไทยต้องใช้พลังงานราคาแพง   สูงกว่าเพื่อนบ้านมากนัก บริษัท เชฟรอน ทำกำไรสุทธิ 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77 ของเงินลงทุนช่วงปี 2505-50    ส่วน ปตท. ทำกำไรสุทธิ 7.7 แสนล้านบาท หลังเข้าตลาดหุ้นช่วงปี 2544-54 อัตรากำไรขั้นต้นไม่เคยต่ำกว่าร้อยละ 75 ล่าสุดกำไรไตรมาส 3 (เพียง 9 เดือน) ปี 2555 เกือบ 8 หมื่นล้านเพิ่มขึ้นกว่า 105% จากช่วงเดียวกันปี 2554 เป็นอัตราสูงมากๆ ในเชิงธุรกิจ ตัวเลขข้างต้นชี้ถึงเงินพลังงานถูกถ่ายโอนจากกระเป๋า คนส่วนใหญ่ ผู้ใช้พลังงานไม่ว่ายากดีมีจนทุกคนไปสู่ คนส่วนน้อย ซึ่งก็คือต่างชาติ ผู้บริหารบอร์ดพลังงาน  เศรษฐีหุ้นพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ นายทุนผูกขาดน้ำมัน และนักการเมืองขี้ฉ้อ นโยบายพลังงานที่บิดเบี้ยวเยี่ยงนี้จึงมีส่วนทำให้สังคมไทยยิ่งเหลื่อมล้ำยิ่งรวยกระจุกยิ่งจนกระจายจากราคาน้ำมันแพงที่ให้ประโยชน์สูงสุดกับคนส่วนน้อยผู้มั่งคั่งร่ำรวยในธุรกิจพลังงานของประเทศรวมถึงบริษัทต่างชาติ จึงไม่เป็นธรรมต่อประชาชนไทยอย่างยิ่ง

หลายประเทศใช้ระบบแบบอื่นไม่ทำแบบล้าหลังอย่างประเทศไทยที่เสียเปรียบเป็นทาสต่างชาติราวกับเป็นเมืองขึ้น  เช่น

แบบที่หนึ่ง ระบบร่วมทุนและแบ่งปันผลผลิต  (Production Sharing) ของอินโดนีเซีย ทำให้รัฐสามารถควบคุมได้อย่างใกล้ชิด ช่วยลดการพึ่งพาบริษัทน้ำมันข้ามชาติ  สามารถปลดแอกปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการเอาเปรียบในระบบสัมปทานแบบทาส แบบที่สอง ระบบพึ่งตนเอง/ดำเนินการโดยรัฐ 100% (Self-Reliant /100% State Control) ของอินเดียและแอลจีเรีย (โอนกิจการบริษัทร่วมทุนมาเป็นของรัฐ)  บริหารอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ พัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถคนในชาติตัวเองจัดการเองได้ อันที่จริงเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันไม่ซับซ้อนยุ่งยากอย่างพวกนักวิชาการและพวกเทคโนแครตไทยขี้ข้าฝรั่งชอบโฆษณาหลอกลวงประชาชน แบบที่สาม ระบบผสมแนวสังคมนิยม ของเวียดนาม/โบลิเวีย/เวเนซุเอลา เพื่อการพึ่งลำแข้งตัวเองด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งมั่นด้วยความรักชาติอย่างเข้มข้นของผู้นำ แบบที่สามนี้เป็นการผสมผสานแบบที่สองรวมถึงให้บริษัทต่างชาติดำเนินการโดยรัฐเลือกสรรรายที่ให้ประโยชน์แก่รัฐสูงสุด โดยรัฐกำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาการลงทุนอย่างรัดกุมแล้วเก็บส่วนแบ่งรายได้และค่าภาคหลวงในอัตราสูง นำรายได้ส่วนแบ่งไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างจริงจังอย่างกระจายตัวทั่วถึง

ดูเหมือนการปฏิรูปพลังงานประเทศไทยเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมโดยนักการเมืองนั้นยากที่จะเกิดขึ้นและเป็นไปไม่ได้เลย เพราะพรรคการเมืองใหญ่ล้วนทำผิดทั้งนั้น จึงไม่มีพรรคใดคิดจะแก้ไขหรือยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และกฎหมายขายชาติ พอหันไปทางฝ่ายราชการยิ่งยากเข้าไปใหญ่ พวกเขานอกจากต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังนั่งซ้อนทับกับผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย มิหนำซ้ำนักการเมืองกับข้าราชการเอื้อประโยชน์กันและกัน ผลัดกันเกาหลัง เช่น ออกกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการได้ประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินจากการนั่งในตำแหน่งบอร์ดพลังงาน เช่น ค่าเบี้ยประชุมสูง และโบนัสปลายปี ฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและธรรมาภิบาลจากสถาบัน World Resource Institute นายบารัธ ไจรัจ และนางดาวิดา วูด ให้ความเห็น กรณีข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงานประเทศไทยไปเป็นกรรมการในธุรกิจพลังงานโดยรับผลประโยชน์ในรูปโบนัสที่อิงกับผลกำไรทางธุรกิจพลังงานนั้น ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยืนยันว่าไม่เคยพบการรับประโยชน์หรือการกระทำลักษณะไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรมเยี่ยงนี้ของข้าราชการในกลุ่มธุรกิจพลังงานในประเทศอื่นมาก่อนเลย (รายงานการศึกษาเรื่อง"ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศภาคสอง" วุฒิสภาประเทศไทย) ดังนั้นจึงมีการเซ็นต่ออายุสัมปทานเอื้ออำนวยบริษัทพลังงานต่างชาติเป็นว่าเล่น มีการให้ข้อมูลเท็จเรื่องพลังงานกับประชาชน คนโกงทำบาปกรรมให้กับประเทศตัวเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับข้าราชการผู้มักได้พวกนี้ เห็นแก่ตัวและฉกฉวยผลประโยชน์จากสังคมจากระบบบริหารพลังงานที่บิดเบี้ยว  ด้วยเหตุนี้พวกเขาย่อมไม่คิดอ่านจะแก้ไขระบบนี้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองไทยบางคนสมคบคิดกับเขมรด้วยความโลภหวังส่วนแบ่งน้ำมันตรงอ่าวไทย ผันงบซึ่งเป็นภาษีคนไทยไปแลกเปลี่ยนประโยชน์ช่วยเขมรโครงการนั่นโครงการนี่ ก้มหัวยอมให้เขมรยิงปืนใหญ่ใส่ราษฎรไทยแถวชายแดนหนีตายจ้าละหวั่น ยอมนำ

เรื่องพระวิหารขึ้นศาลโลกเพื่อเลี่ยงความผิดอย่างโง่ๆ ยอมให้ปักหลักเขตแดนใหม่ไทย-เขมร จากบกจรดทะเลอ่าวไทยเพื่อแย่งชิงบ่อน้ำมันตรงพื้นที่ไม่ชัดเจน (ที่ทะเลตรงนั้นมีข่าวว่าปัจจุบัน เชฟรอนกำลังเริ่มสูบน้ำมันแล้ว) มาถึงรัฐบาลไทยชุดนี้กลับทำเฉยเมยไม่ประท้วง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่รักษาอธิปไตยของชาติหรือไม่ คุณราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และคุณวีระ สมความคิด ต้องถูกศาลเขมรตัดสินจำคุกที่เขมร 8 ปี ทั้งที่ไม่ได้ล่วงล้ำเขตแดน เพราะความจริงถูกจับกุมในพื้นที่ประเทศไทยชัดเจน ไม่มีรัฐบาลดีๆ ที่ไหนๆ ในโลกที่ปล่อยให้พลเมืองของชาติตนต้องติดคุกฟรีๆ โดยไม่มีความผิด ถือเป็นความอัปยศอดสูของรัฐบาลไทย ทั้งยังเป็นการทำผิดศีลธรรมอย่างไร้ยางอาย ถือเป็นความด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ชาติที่คนของรัฐบาลกระทำบาปกรรมต่อบ้านเมืองขนาดนี้ ราตรี-วีระ จึงถูกจับเป็นตัวประกันในสงครามแย่งชิงผลประโยชน์ปิโตรเลียมในอ่าวไทย

เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งออกกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจเปิดทางให้ปล้นทรัพยากรแผ่นดินไทย โดยกฎหมายฉบับนี้ทำให้อีกพรรคหนึ่งรับลูกทำความผิดสำเร็จจึงสามารถนำองค์การพลังงานเข้าตลาดหุ้นให้พวกเสือหิวเครือข่ายอำนาจการเมืองรุมทึ้งสมบัติชาติ ความโลภตะกละตะกลามทำให้ทำผิดขั้นตอน ทำผิดกฎหมาย จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เรื่องยังคาอยู่ในศาล   จากวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนพลิกผันจนถึงวันนี้ราคาพลังงานขึ้นเอาๆ ไม่หยุด นายทุนผูกขาดพลังงาน ผู้บริหาร นักการเมือง รวยเอาๆ จากกำไรส่วนเกิน ด้วยการทำกิจการพลังงานของรัฐเป็นธุรกิจเอกชนผูกขาด นี่คือ "มหากาพย์ปล้นขุมทรัพย์ปิโตรเลียมของชาติ" อันสะท้านสะเทือนประเทศชาติและประชาชนไทย

การนำพลังงานไปบริหารจัดการเชิงธุรกิจเพื่อทำกำไรเชิงพาณิชย์สูงสุดล้วนๆ ในตลาดหุ้นนั้น จึงเป็น การผิดหลักการ อย่างแน่นอน เพราะ "พลังงาน" เป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในชีวิตมนุษย์เหมือนปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค) พลังงานควรมีราคาสมเหตุสมผล  ไม่ค้ากำไรเกินควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานถือเป็นความมั่นคงของชาติ ยิ่งในยามศึกสงครามพลังงานเป็นยุทธปัจจัยชี้ขาด การบริหารจัดการพลังงานจึงต้องอยู่ในมือรัฐทั้งหมด การนำเข้าตลาดหุ้นตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ  แม้อ้างว่ารัฐมีหุ้น 51% ก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี เพราะทำให้บริษัทพลังงานมี "อำนาจผูกขาด" เหนือประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ (UN Declaration on the Right to Development) เพราะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงทรัพยากรพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตมนุษย์ ถือเป็นการขัดขวางการพัฒนาแบบเกื้อกูลมนุษย์ชัดเจน ตรงนี้คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของรัฐไทย

ก๊าซและน้ำมันเอาแต่ขึ้นราคาไม่หยุดหย่อน หลายครั้งก็ขึ้นสวนทางกับราคาพลังงานตลาดโลกที่ลดลงอีกด้วยซ้ำ เมื่อต้นทุนการผลิตทุกสาขาเพิ่มขึ้นจากพลังงานราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพจึงพุ่งสูง ราคาสินค้า ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า  สิ่งจำเป็นจิปาถะขึ้นหมด แม้เงินเดือนจะขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่พอไม่ทัน เพราะราคาของสูงขึ้นเรื่อยๆเท่ากับคนไทยมีรายได้ที่แท้จริงลดลง ซื้อของได้น้อยลงจากสินค้าที่แพงขึ้น คุณภาพชีวิตจึงยิ่งย่ำแย่ลงตกต่ำลงเรื่อยๆสวัสดิการทางสังคมของประเทศไทยโดยรวมยิ่งลดลงๆ คนไทยจึงมีหนี้สินมากขึ้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้

เป็นที่ประจักษ์แล้วหรือยังว่า การจัดการพลังงานของรัฐเปิดทางทุนผูกขาดพลังงานย่ำยีคนไทย บริษัทพลังงานอาจดูดน้ำมันและก๊าซเกลี้ยงบ่อกระทบต่อคนไทยรุ่นอนาคตผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ นี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจะมองข้ามไปไม่ได้หากรัฐบาลและนักการเมืองไทยยังเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่หาทางให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอำนาจจัดการพลังงานเสียใหม่ให้ดีขึ้น ยังปล่อยให้อำนาจจัดการพลังงานอยู่ในมือกลุ่มไม่กี่คนและคนในเครือข่าย บริหารจัดการไม่โปร่งใส  ขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่เป็นธรรม เกิดปัญหาทับถมจนกลายเป็นวิกฤตการณ์พลังงานอย่างเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้  ประชาชนผู้เดือดร้อนเพราะน้ำมันแพงทั้งแผ่นดินย่อมชอบธรรมที่จะรวมพลังลุกขึ้นทวงความเป็นธรรมโดยสันติวิธี  พร้อมทั้งปกป้องทวงคืนผลประโยชน์เรื่องพลังงานของประเทศเพื่อหยุดขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินเสียที มีที่ไหนเขาทำกันบ้าง ขุดน้ำมันในประเทศไปขายหน้าตาเฉย  ปล่อยให้ประชาชนไทยทั้งแผ่นดินจ่ายค่าน้ำมันแพงทุกวัน  จะอเมซิ่งไทยแลนด์ไปถึงไหนกัน คนบาปร่ำรวยบนกองทุกข์ของคนทั้งประเทศ
"ถึงเวลาคืนอำนาจจัดการพลังงานให้ประชาชนได้แล้ว".

"การจัดการพลังงานของรัฐเปิดทางทุนผูกขาดพลังงานย่ายีคนไทย บริษัทพลังงานอาจดูดน้ามัน

และก๊าซเกลี้ยงบ่อกระทบต่อคนไทยรุ่นอนาคตผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ นี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยสาคัญแน่นอน
เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจะมองข้ามไปไม่ได้"
http://www.ryt9.com

มข.?โชว์ล้ำผลิตน้ำมัน?ไบ?โอ?เจ็ทจากน้ำมันปาล์ม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555

น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากฟอสซิล หรือน้ำมันดิบใต้ดิน เมื่อนำมาใช้จะก่อให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อันเป็นต้นเหตุของการเกิดฝนกรด และยังเกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ประกอบกับกระแสอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายหน่วยงาน เช่น องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) ได้กำหนดให้เครื่องบินพาณิชย์ทุกลำที่ผ่านน่านฟ้ายุโรป ต้องมีการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพลงในเครื่องบิน ภายในปี พ.ศ. 2555 รวมทั้งสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA) ก็ได้ร่วมรณรงค์ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพขึ้นในหลายสายการบิน

ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมคณะวิจัย จึงได้พัฒนากระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องบินขึ้นมา ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง การวิจัยและพัฒนาการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเอชอาร์เจ (Hydrotreated Renewable Jet) จากน้ำมันปาล์ม โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง 2 ปี (2553-2554) จากสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) โปรแกรมวิจัยเชิงบูรณาการด้านการพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับประเทศไทย ภายใต้การดูแลของศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี (PERCH-CIC)

รศ.ดร.เฉลิม กล่าวว่า ในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้น้ำมันปาล์ม โดยเลือกน้ำมันปาล์มโอเลอินเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ อาศัยกระบวนการไฮโดรแคร็กกิ้ง โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพต้นแบบขนาดเล็กสำหรับผลิตน้ำมัน ที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาจำเพาะ โดยมีหลักการคือ การทำให้โมเลกุลของน้ำมันปาล์มแตกตัวเล็กลงที่เกิดบนตัวเร่งปฏิกิริยา พร้อมเติมก๊าซไฮโดรเจนลงไปที่อุณหภูมิและความดันสูง เพื่อเร่งให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี โดยตัวเร่งปฏิกิริยาตั้งต้นที่ใช้ก็คือ ซีโอไลต์ ที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว นำมากระตุ้นด้วยการอบที่อุณหภูมิสูง จากนั้นจะผสมสารละลายของโลหะผสม 2 ชนิด คือ นิเกิล และโมลิบดินัม ลงไป แล้วให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ตามด้วยการเผาที่อุณหภูมิสูงๆ จะได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีความจำเพาะในการเกิดปฏิกิริยาไฮโดรแคร็กกิ้ง ผลการวิจัยในการผลิตน้ำมันทำให้ได้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพหลายชนิด เช่น น้ำมันไบโอเจ็ท น้ำมันเบนซิน และไบโอดีเซล

รศ.ดร.เฉลิม กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากได้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีคุณภาพสูง การเผาไหม้ที่ดี มีค่าเลขซีเทนและเลขออกเทนสูงขึ้นแล้ว สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์รอบสูงอย่างเครื่องบินไอพ่น และเครื่องยนต์เบนซินได้ ผลงานวิจัยดังกล่าวยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำน้ำมันพืชทุกชนิดมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพได้ แต่อาจได้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเริ่มต้น สภาวะที่เลือกใช้วิจัย ดังนั้นจึงนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมของการผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันดิบใต้ดินที่นับวันจะร่อยหรอลงไป

ทั้งนี้ ในอนาคตทีมนักวิจัยจะต่อยอดพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาจำเพาะและใช้พืชน้ำมันหรือน้ำมันพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ให้มีราคาต่ำลง เพื่อที่จะสามารถก้าวเข้าสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อไป
http://www.ryt9.com

กฟผ. ชูนวัตกรรม LED เปลี่ยนโลก


3000

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จับมืออิมแพ็ค และ MEX Exhibitions จากประเทศอินเดีย จัดงาน LED Expo Thailand 2013 ผนึกกำลังกลุ่มผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้า บูมกระแสการใช้หลอด LED ลดโลกร้อน โชว์สุดยอดเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ LED ครบวงจร จากผู้ประกอบการชั้นนำนานาชาติกว่า 150 ราย พร้อมกิจกรรมเสวนาและเวิร์คชอป มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน เปลี่ยนมาใช้หลอด LED เพิ่มขึ้นอีก คาดภายใน 5 ปีข้างหน้า อัตราการใช้งาน LED ในประเทศโตอีก 30 % ต่อปี

Read more: กฟผ. ชูนวัตกรรม LED เปลี่ยนโลก

สนพ. ? จุฬาฯ ระดมความคิดเห็นวงกว้าง เสนอผลศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทพลังงาน 20 ปี

กรุงเทพฯ--30 พ.ย.--สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

30001

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาชน ที่มีต่อข้อเสนอเบื้องต้นของภาพอนาคตพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า

ศ.ดร. บัณทิต เอื้ออาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำแผนแม่บทพลังงานของประเทศ 20 ปี เปิดเผยว่า การจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงานของประเทศ 20 ปี ซึ่ง สนพ. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการศึกษา ได้มาสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำแผนฯ

ระยะที่ 1 ภายหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นกับทุกภาคส่วนจากทั่วประเทศมาแล้ว โดยจะนำเสนอผลการศึกษาที่ได้ในเบื้องต้นมาระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างอีกครั้ง เพื่อพัฒนาเป็นภาพอนาคตพลังงานของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า

ศ.ดร. บัณทิต กล่าวว่า เพื่อให้การกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนเหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของภาคประชาสังคม และแนวโน้มสถานการณ์พลังงานโลก รวมทั้งรองรับสถานการณ์ไม่ปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง-ระหว่างประเทศ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ปัญหาภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว สึนามิ

ซึ่งสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนพลังงานระยะยาว ที่ประกอบด้วยกลไก และเครื่องมือที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ภายใต้หัวข้อ แผนแม่บทพลังงานไทย ระยะที่ 1 : ปัจจัยขับเคลื่อนและภาพอนาคตพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า ถือเป็นการนำเสนอบทสรุปของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยง และลำดับความสำคัญของปัญหา รวมถึงภาพอนาคตพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนแม่บทพลังงานของประเทศ

การได้สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา นักวิชาการ องค์กรอิสระ และตัวแทนภาคประชาชนในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยในการนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาใช้ในการปรับปรุงผลการศึกษา และใช้เป็นข้อมูลในการต่อยอดการพัฒนาแผนแม่บทพลังงานในระยะที่ 2 ในขั้นต่อไป ศ.ดร. บัณทิต กล่าวในตอนท้าย
http://www.newswit.com