ปั๊มชุมชนบางจาก?เปิดศูนย์ปรับ?แต่ง?เครื่องจักรกล?การ?เกษตรสองจังหวะฟรี รับยก?เลิก?เบนซิน 91

บริษัท บางจากฯ (มหาชน) จับมือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสถาบันการศึกษา เปิดศูนย์ปรับแต่งเครื่องยนต์ ทั้งเครื่องจักรกลทางการเกษตร รถยนต์ และจักรยานยนต์ ให้ใช้แก๊สโซฮอล์ได้ ที่ปั๊มชุมชนบางจาก หลังรัฐยกเลิกเบนซิน 91 โดยบางจากฯ สนับสนุนกรองเบนซิน น้ำมันเครื่องและท่อยางฟรี สำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตรสองจังหวะ ในภาพนายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดี พพ. และนายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากฯ (มหาชน) ร่วมกันเปิดโครงการที่ปั๊มชุมชนบางจาก สหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
บรรยายใต้ภาพ

บริษัท บางจากฯ (มหาชน) จับมือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสถาบันการศึกษา เปิดศูนย์ปรับแต่งเครื่องยนต์ ทั้งเครื่องจักรกลทางการเกษตร รถยนต์ และจักรยานยนต์ ให้ใช้แก๊สโซฮอล์ได้ ที่ปั๊มชุมชนบางจาก หลังรัฐยกเลิกเบนซิน 91 โดยบางจากฯ สนับสนุนกรองเบนซิน น้ำมันเครื่องและท่อยางฟรี สำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตรสองจังหวะ ในภาพนายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดี พพ. และนายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากฯ (มหาชน) ร่วมกันเปิดโครงการที่ปั๊มชุมชนบางจาก สหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
http://www.ryt9.com

คอลัมน์: ?แยกรัชวิภา: วิกฤติพลังงาน!!!

คุณนายกิมฮวย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ชมรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" แล้วก็ได้กลิ่นทะแม่งๆ อีกแล้วเจ้าค่ะ ที่ทะแม่งๆ ก็เพราะว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "พลังงาน"และเรื่อง "พลังงาน" ที่ว่านี้ ก็เป็นเรื่อง "สถานการณ์วิกฤติพลังงานในประเทศ"
เสียด้วยเจ้าค่ะ

"พงษ์ศักดิ์รักตพงศ์ไพศาล"รมว.พลังงาน พูดใน "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" โดยมีสาระสำคัญหลายเรื่อง ที่ไม่น่าจะมองข้ามไปได้ เพราะเรื่องที่ว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องวิกฤติพลังงานเพียงประการเดียว หากแต่ยังหมายถึงการ "ส่งสัญญาณ" ในการหา "พลังงานทดแทน" ซึ่งก็ยังวนเวียนอยู่กับ "ระบบคิด" แบบเดิม ในมุมมองของ "รัฐ" เหมือนที่เคยเป็นมาเจ้าค่ะ "พงษ์ศักดิ์" บอกว่า จะเกิดปัญหาวิกฤติพลังงานในประเทศ เร็วๆ นี้ อันสืบเนื่องมาจากกรณีปัญหาท่อก๊าซธรรมชาติไทยมาเลเซียและปัญหาแท่นขุดเจาะของพม่า ที่มีการทรุดตัวลง ทำให้ต้องปิดเพื่อซ่อมแซม ขณะที่ไทยเองกลับต้องพึ่งพาการผลิตก๊าซจาก 2 แหล่งใหญ่ที่ว่า ตกประมาณ 1,370 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะเกิดปัญหา หากก๊าซทั้งหมดหายไป อันจะส่งผลกระทบต่อความต้องการไฟฟ้าของประเทศ "พงษ์ศักดิ์" ส่งสัญญาณบางประการอย่างน่าสนใจเจ้าค่ะ

"กระทรวงพลังงาน เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน เม.ย. เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงาน ให้ประหยัดการใช้พลังงานในช่วงดังกล่าวในสัปดาห์หน้า จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแผนรับมือวิกฤติ "และ..." สถานการณ์เช่นนี้ประเทศไทยต้องพึงสังวรเพราะเราอาศัยก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงานมาก ต่อไปอีก 9 ปีข้างหน้าสัมปทานในอ่าวไทย ก็จะหมดอายุสัมปทาน

อีกทั้งยังมีกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ต่อต้านไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ทั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ก๊าซ ถ่านหิน

ดังนั้นทุกคนต้องตัดสินใจเลือกทางไหนกับอนาคตของประเทศ ส่วนกระทรวงพลังงานก็จะเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามีความจำเป็นต้องสร้างเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน" นี่เป็น "สัญญาณ" ที่ถูกส่งออกมาอีกแล้วเจ้าค่ะ

และ "สัญญาณ" ที่ว่านี้ ก็ยังเป็น "สัญญาณ" เพื่อบอกทิศทางว่า "รัฐ" กำลังคิด และเตรียมการที่จะทำอะไรต่อมิอะไรอีกแล้วเจ้าค่ะ

อิฉัน ยังไม่แน่ใจว่า "วิกฤติพลังงาน" กับ "วิกฤติจากการผลิตพลังงาน" อย่างไหนจะน่ากลัวกว่ากัน แต่ที่ อิฉัน แน่ใจได้ก็คือ เรื่องนี้ส่อเค้าว่า "วิกฤติ" อีกแล้วเจ้าค่ะ!!!
http://www.ryt9.com

สถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ที่ 11 - 15 ก.พ. 56 และแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ที่ 18 - 22 ก.พ. 56

ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สรุปรายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.07 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 118.07 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.75 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลอยู่ที่ 96.94 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.57 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 113.34 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทางด้านราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.20 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 135.72 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดีเซลเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.09 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อยู่ที่ 135.26 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก

    Reuters รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศ OPEC เดือน ม.ค. 56 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 30.53 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับ เพดานการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    บริษัท Oil Movement UK รายงานปริมาณส่งออกน้ำมันดิบเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ของกลุ่มประเทศ OPEC ไม่รวม แองโกลา และเอกวาดอร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 มี.ค. 56 ลดลง 220,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 23.51 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    EIA ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 56 ขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อน 0.10 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 1.05 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า และโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันที่ระดับ 90.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    Joint Organisations Data Initiative (JODI) รายงานซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบเดือน ธ.ค. 55 ลดลง 1.3% จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 7.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันดิบลดลง 4.8% จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 9.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    อิรักได้เผชิญเหตุการณ์ไม่สงบในช่วงสุดสัปดาห์ อาทิ เหตุการณ์ลอบวางระเบิดท่อขนส่งน้ำมันเตา เหตุการณ์ระเบิดรถยนต์อย่างน้อย 8 ครั้งในเขตพื้นที่อาศัยของกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ (Shia) ส่งผลให้มีผู้เสียชิวิตอย่างน้อย 26 คน และระเบิดพลีชีพบ้านพักทำให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง นาย Ali Aouni เสียชีวิต
    ปากีสถานมีเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มมุสลิมชิอะฮ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กำลังทางทหารกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวซุนนีย์ (Sunni) ซึ่งได้ลอบวางระเบิดในเมือง Quetta ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน
    Thomson Reuters/University of Michigan รายงานดัชนีชี้วัดความรู้สึกต่อสภาวะเศรษฐกิจผู้ของบริโภคเบื้องต้นของสหรัฐฯ (Preliminary Consumer Sentiment) เดือน ก.พ. 56 เพิ่มขึ้น 2.5 จุด จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 76.3 จุด สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 74.8 จุด

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ

    IEA ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 56 ลง 90,000 บาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ครั้งก่อน มาอยู่ที่ระดับ 840,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า และโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ 90.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    Platts รายงานปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบของตุรกีจากอิหร่าน เดือน ธ.ค. 55 ลดลง 83,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 29% จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 375,000 บาร์เรลต่อวัน
    กลุ่มประเทศ P5 + 1 จะนำเสนอแผนการลดหย่อนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยให้อิหร่านสามารถซื้อขายสินค้าด้วยทองและกลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metal) เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้อิหร่านปิดแหล่งเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่เมือง Fordow
    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ (Industrial Production) เดือน ม.ค. 56 ปรับตัวลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2%
    Ministry of Economy, Trade and Industry (METI) ของญี่ปุ่นปรับลดตัวเลขการเติบโตผลผลิตทางอุตสาหกรรม (Revised Industrial Output) เดือน ธ.ค. 55 เพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือนก่อนหน้า จากการรายงานครั้งก่อนที่ +2.5% จากเดือนก่อนหน้า

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ที่ 18 - 22 ก.พ. 56

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงภายหลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 0.1% จากเดือนก่อนหน้าสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเป็นวันหยุดของสหรัฐฯวันจันทร์ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทำกำไรระยะสั้นในตลาดโภคภัณฑ์ โดยราคาทองแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ทางด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลุ่มประเทศ P5 + 1 เสนอการลดหย่อนมาตรการคว่ำบาตรให้อิหร่านสามารถทำการค้าโดยการใช้ทองและโลหะมีค่าได้ แต่อิหร่านจะต้องปิดแหล่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแหล่งใหม่ที่ Fordow ทั้งนี้แผนดังกล่าวจะนำมาพูดคุยในที่ประชุมระดับสูงระหว่าง P5 + 1 และอิหร่านในวันที่ 26 ก.พ. นี้ ที่คาซัคสถาน ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือน อย่างไรก็ตามความไม่สงบในตะวันออกกลางระลอกใหม่ได้เข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในอิรัก อาทิ เหตุการณ์ลอบวางระเบิดท่อขนส่งน้ำมันเตา เหตุการณ์ระเบิดรถยนต์อย่างน้อย 8 ครั้งในเขตพื้นที่อาศัยของกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ (Shia) ส่งผลให้มีผู้เสียชิวิตอย่างน้อย 26 คน และระเบิดพลีชีพบ้านพักทำให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง นาย Ali Aouni เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์มีการลอบวางระเบิดและบุกโจมตีสถานีตำรวจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 33 คน ทั้งนี้อิรักเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม OPEC โดยในเดือน ม.ค. 56 มีกำลังผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 3.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนไนจีเรียกลุ่มกองโจรได้ลักพาตัวชาวต่างชาติ 7 คน โดยเป็นชาวอังกฤษ อิตาลี กรีซ และเลบานอน ส่วนปากีสถานมีเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มมุสลิมชิอะฮ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กำลังทางทหารกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวซุนนีย์ (Sunni) ซึ่งได้ลอบวางระเบิดในเมือง Quetta ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน ทั้งนี้ปากีสถานจะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ค. นี้ จึงอาจมีความไม่สงบต่อเนื่องในประเทศ ส่วนสถานการณ์ลงทุนในตลาด Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ของสหรัฐฯ สถานการณ์ล่าสุดในตลาดซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาด Nymex ที่นิวยอร์ค และ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 ก.พ. 56 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับเพิ่มสถานะการซื้อสุทธิ (Net Long Positions) ของสัญญาน้ำมันดิบ WTI ขึ้น 17,145 สัญญา มาอยู่ที่ 244,777 สัญญา ในสัปดาห์นี้น้ำมันดิบ Brent และ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้ามีแนวรับแนวต้านอยู่ที่ $117.09/BBL - $118.88/BBL และ $94.97/BBL - $98.11/BBL ตามลำดับ
http://www.newswit.com

เตรียมความพร้อม 28 ก.พ. ก่อนประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน หลังพม่าหยุดซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะก๊าซ และท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียเสียหาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเตรียมประกาศ "ภาวะวิกฤติด้านพลังงาน" เนื่องจากท่อส่งแก๊ส ไทย-มาเลเชีย ได้รับความเสียหาย พร้อมเปิดเผยว่าคนไทยทั้งประเทศอาจพบกับวิกฤติทางด้านไฟฟ้าในเดือนเมษายนที่จะพึงนี้ พร้อมทั้งจะมีการจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่อง "การเตรียมความพร้อมทางด้านพลังงานและการสื่อสาร (ทางด้านโทรคมนาคม) ในยามวิกฤต" ในวันที่ 28 ก.พ. นี้ ณ โรงแรมอโนมา โดยกลุ่ม Digital Agenda Thailand ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 และ รมต. พลังงานจะมาเปิดงานและปาฐกถาถึงนโยบายการเตรียมพร้อมด้านวิกฤตแบบนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ เอ๊ซ โทร 02 254 8282 - 3 หรืออีเมล์This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

จากการที่ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ว่า ในเดือน เม.ย. 2556 นับแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป ประเทศไทยอาจพบกับวิกฤติด้านพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุการทิ้งสมอเรือ เป็นผลให้ก๊าซหายไปจากระบบ 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ประกอบกับแท่นขุดเจาะก๊าซของประเทศพม่า ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของไทยเกิดการทรุดตัว ต้องหยุดซ่อมบำรุง จะเริ่มในวันที่ 4 เม.ย.นี้ จะทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าหายจากระบบถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมีแผนรับมือนำโรงไฟฟ้าที่ปิดใช้แล้วกลับมาใช้ผลิตรองรับชั่วคราว แต่คิดว่าไม่เพียงพอ

ดังนั้น กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน ขอความร่วมมือจากภาคประชาชน หน่วยงาน ให้ประหยัดการใช้พลังงานในช่วงดังกล่าว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไปต่อได้ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมใหญ่ ที่กระทรวงพลังงานเพื่อวางแผนซักซ้อมรองรับวิกฤติ ขณะเดียวกันจะเร่งเจรจากับพม่าให้เลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงท่อก๊าซออกไปเป็นวันที่ 7 - 8 เม.ย. เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยลงได้

รมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า ในอดีตเราก็เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้แต่ไม่หนักเท่า ดังนั้นเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องพึงสังวรณ์ เพราะเราพึ่งก๊าซธรรมชาติมากซึ่งก็กำลังจะหมดไปขณะเดียวกันก็มีคนต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ สัมปทานก๊าซก็ไม่ให้ต่อ จึงถึงเวลาที่ทุกคนต้องตัดสินใจอนาคตประเทศร่วมกัน ส่วนพลังงานนิวเคลียร์ในเร็วๆ นี้ยังไม่มีโครงการและโอกาสได้ใช้เพราะการศึกษาของไทยในเรื่องดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่สัมปทานสัญญาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดในอีก 8 ปีข้างหน้า โดยระบุว่า กำลังพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออก เพราะกฎหมายเดิมระบุว่าการต่อสัมปทานทำได้ครั้งเดียว ถ้าอีก 8 ปี หมดก็ต้องออกกฎหมายเพื่อต่อสัมปทานใหม่ ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพราะก่อนหน้านี้มีการต่อต้านสัมปทานโดยอ้างว่าได้เงินน้อย ซึ่งผิดข้อเท็จจริง ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงชี้แจงเรื่องนี้ไปทั่วประเทศ ส่วนการปรับราคาพลังงานตกลงกันว่าในสิ้นปี 2558 จะให้ทุกอย่างเป็นราคาตามกลไกตลาด แต่อะไรที่จะกระทบคนมีรายได้น้อย เราทำทีหลัง อย่างเรื่องก๊าซหุงต้ม รอให้ค่าแรง 300 บาทปรับตัวสักระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดสัมมนาโดยกลุ่ม Digital Agenda Thailand ครั้ง 6 ว่าด้วยเรื่อง "การเตรียมความพร้อมทางด้านพลังงานและการสื่อสาร (ทางด้านโทรคมนาคม) ในยามวิกฤต ซึ่ง รมต พลังงานจะมาเปิดงานและกล่าวปาฐกถาถึงนโยบายพลังงานสำคัญในยามวิกฤต ณ โรงแรมอโนมา (สี่แยกราชประสงค์) สำรองที่นั่งได้ที่ เอ๊ซ เบอร์ 02 254 8282 - 3 หรืออีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
ติดต่อ:
บริษัท เอ๊ซ จำกัด เบอร์โทร 02 254 8282 - 3
http://www.newswit.com

?ปตท.? ผนึก ?TSE? ถือหุ้นโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์กว่า 40%

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เล็งเห็นความสำคัญของพลังงานสะอาด เข้าถือหุ้น 40% ร่วมทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (TSE) ที่ถือหุ้น 60%

ดร. แคทลีน มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และคณะผู้บริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (ทีเอสอี) หรือ Thai Solar Energy Co., Ltd (TSE) ผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตตามแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จึงได้ดำเนินการลงทุนในโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิด PV (Photovoltaic) โฟโต้โวเทอิค ซึ่งเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง และได้รับการสนับสนุนเงินกู้ระยะยาวจาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 5,400 ล้านบาท ทั้งนี้มีโครงการทั้งหมด 10 โครงการ มีกำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ โดยมีมูลค่าลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

โดยการบริหารการจัดการของ บริษัท สยาม โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ 1 จำกัด จะเป็นการบริหารร่วมกัน ระหว่าง ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ และ ปตท. ทั้งสองฝ่ายจะส่งตัวแทนพนักงาน และผู้บริหาร เข้ามาบริหารงานร่วมกัน ทั้งนี้การกำหนดนโยบาย ทิศทางและแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะผ่านความเห็นชอบและอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารของบริษัทร่วมทุน

ทางด้าน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) กล่าวว่า ทาง ปตท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงได้ร่วมลงทุนโดยการถือหุ้น 40% ใน บริษัท ไทย โซล่าร์ รีนิวเอเบิล จำกัด (TSR) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ถือหุ้น 100% ในบริษัท สยาม โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ 1 จำกัด (SSE 1)

การร่วมทุนในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสนับสนุนการขยายธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทางเลือกในอนาคต และเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นคงในระยะยาว

นายสมภพ พรหมพนาพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ กำลังพิจารณาถึงการระดมทุน โดยจะนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพื่อเพิ่มทุนและรองรับการขยายโครงการพลังงานไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงบริษัทฯ ยังได้ศึกษารูปแบบการระดมทุนอื่นอีก เช่น อินฟราสตรัคเจอร์ฟัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนจาก พลังงานลม ไบโอแมส และหญ้าเนเปียร์ที่รัฐบาลกำลังให้การส่งเสริมอยู่อีกด้วย

ด้าน นายวิค กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิศวกรรม บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า ในการลงทุนในครั้งนี้จะผลิตโรงโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิด PV (Photovoltaic) = โฟโต้โวเทอิค ซึ่งเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง โดยใช้เทคโนโลยี Polycrystalline (โพลีคริสตัลลีน)

ทั้งนี้บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (ทีเอสอี) ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ แบบรางพาราโบลา อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับสถาบันพลังงานที่มีชื่อเสียงหลายประเทศทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเพื่อพัฒนาการและสร้างพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการในการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นภายในประเทศและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งแรกที่อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ ด้วยงบลงทุนกว่า 900 ล้านบาท จำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

http://www.newswit.com

กลุ่ม ปตท. ? บ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จับมือศึกษาความเป็นไปได้โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในศูนย์ราชการฯ

นายชาญณัฏฐ์ แก้วมณี รองอธิบดีกรมธนารักษ์ด้านที่ราชพัสดุ และนายวิชัย พรกีรติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ พร้อมด้วยนายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ภายในบริเวณศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ระหว่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP) ซึ่งเป็นบริษัทใน กลุ่ม ปตท. โดย นายดรุณพร กมลภุส รักษาการกรรมการผู้จัดการ และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) โดย นายอดุลย์ ตั้งศัตยาภิรมย์ กรรมการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่แทนในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

นายดรุณพร กมลภุส รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท CHPP เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. และบริษัท ธพส. จะร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) บนหลังคาของอาคารพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รวมพื้นที่กว่า 26,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 2.3 เมกกะวัตต์ ก่อนจะจำหน่ายเข้าระบบให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา ประมาณ 6 เดือน

โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ฯ ดังกล่าว เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ กลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานขององค์ความรู้ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ และมุ่งมั่นพัฒนาพลังงานสะอาด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาพลังงานทดแทนจากแหล่งพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศ เพื่อช่วยลดเงินตราที่ต้องสูญเสียจากการนำเข้าพลังงาน และบรรเทาความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ

ด้าน นายอดุลย์ ตั้งศัตยาภิรมย์ กรรมการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่แทนในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธพส. กล่าวว่า โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ฯ นี้ เป็นมาตรการที่บริษัทฯ จะดำเนินการ เพื่อรองรับภาวะวิกฤติด้านพลังงานไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยบริษัทฯ จะรับผิดชอบจัดสรรพื้นที่ภายในศูนย์ราชการฯ ที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินโครงการฯ ให้แก่บริษัท CHPP โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานให้กับหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชนต่างๆ ที่สนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่อไป

บริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP) เป็นหนึ่งในบริษัทภายใต้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100
โทรศัพท์ 0-2537-2896 ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
โทรสาร 0-2537-3211
http://www.newswit.com