กบง.ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทุกชนิด

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 , 91 และ E85 ขึ้น 0.20 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล E 20 และดีเซลปรับเพิ่ม 0.40 บาท/ลิตร

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 95 เบนซิน 91

น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 และ E85 ขึ้น 0.20 บาท/ลิตร และปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนของ E 20 และน้ำมันดีเซลขึ้น 0.40 บาท/ลิตร ซึ่งจะทำให้อัตราการจัดเก็บน้ำมันชนิดต่างๆ เป็นดังนี้
-น้ำมันเบนซิน 95 เดิมจัดเก็บ 9.00 บาท/ลิตร ใหม่ 9.20 บาท/ลิตร
-น้ำมันเบนซิน 91 เดิมจัดเก็บ 7.70 บาท/ลิตร ใหม่ 7.90 บาท/ลิตร
-น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เดิมจัดเก็บ 3.30 บาท/ลิตร ใหม่ 3.50 บาท/ลิตร
-น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 เดิมจัดเก็บ 1.00 บาท//ลิตร ใหม่ 1.20 บาท/ลิตร
-น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 เดิมชดเชย 1.30 บาท/ลิตร ใหม่ 0.90 บาท/ลิตร
-น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 เดิมชดเชย 11.30 บาท/ลิตร ใหม่ 11.10 บาท/ลิตร
-น้ำมันดีเซล เดิมจัดเก็บ 0.30 บาท/ลิตร ใหม่ 0.70 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายลดลง จากเดิมติดลบประมาณ 50 ล้านบาท/วัน เป็นติดลบประมาณ 21 ล้านบาท/วัน ปัจจุบัน (ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556) กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิติดลบ 15,492 ล้านบาท
http://www.newswit.com

สถานการณ์ราคาน้ำมัน ประจำสัปดาห์ที่ 18-22 ก.พ. 56 และแนวโน้มในสัปดาห์ที่ 25 ก.พ.- 1 มี.ค. 56

ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสัปดาห์ที่ 18-22 ก.พ. 56 น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ปรับตัวลดลง 2.03 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 111.31 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 2.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 115.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสท์ เท็กซัสฯ (WTI) ลดลง 2.48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอยู่ที่ 94.46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาเฉลี่ยน้ำมันน้ำมันเบนซินออคเทน 95 ลดลง 1.21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 134.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซลลดลง 1.72 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 133.54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ได้แก่

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ

รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) บ่งชี้การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE ที่เข้าซื้อตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อ มูลค่ารวม 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ก่อความเสี่ยงและเพิ่มค่าใช้จ่าย Fed อาจลดหรือยุติการเข้าซื้อหลักทรัพย์ก่อนกำหนด ทำให้นักลงทุนเทขายสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ทอง ทองแดง สินค้าเกษตร รวมถึงน้ำมัน

สำนักสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration หรือ EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 ก.พ. 56 เพิ่มสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มาอยู่ที่ระดับสูงสุดตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 376.4 ล้านบาร์เรล

กระทรวงน้ำมันของอิรักรายงานปริมาณส่งออกน้ำมันดิบเดือน ม.ค. 56 เพิ่มขึ้น 10,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 2.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน

Markit Economics รายงาน ดัชนีผู้จัดการจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้น (Flash Manufacturing Purchasing Managers' Index: PMI) ของกลุ่มยูโรโซน ในเดือน ก.พ. 56 ลดลง 0.1 จุด จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 47.8 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 48.5 จุดและ PMI รวม บ่งชี้เศรษฐกิจ (GDP) ของยูโรโซนไตรมาส 1/56 จะถดถอยอยู่ที่ -0.2% ถึง -0.3%
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก

กรมศุลกากรจีนรายงานปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน ม.ค. 56 เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน อยู่ที่ 5.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียสูงสุดที่ 40.85 ล้านบาร์เรล

Reuters รายงานน้ำมันดิบ Forties จากแหล่งผลิตในย่านทะเลเหนือที่ส่งมอบเดือน ก.พ. และ มี.ค. 56 จะล่าช้าอย่างน้อย 4 เที่ยวเรือ เนื่องจากแหล่งผลิต Buzzard (200,000 บาร์เรลต่อวัน) ขัดข้องทางเทคนิค

รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่นเดินหน้านโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังที่ประชุม G-20 ไม่วิจารณ์การใช้นโยบายของญี่ปุ่นถือเป็นสัญญาณอนุญาตให้ดำเนินการ
แนวโน้มราคาน้ำมัน

ในสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวรับ-แนวต้านทางเทคนิค อยู่ที 111.42-119.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที 89.47-98.24 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยทั่วโลกต่างกังวลต่อการเลือกตั้งของอิตาลีในวันอาทิตย์และวันจันทร์ที่ผ่านมา เกรงว่าจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก ระหว่างนาย Pier Luigi Bersani และนาย Silvio Berlusconi ทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปไม่ราบรื่น และธนาคารสเปนต้องลงบัญชีหนี้เสียจากภาคอสังหาริมทรัพย์โดยต้องกู้เงินจากรัฐกว่า 5.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และ Reuters รายงานท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway (400,000 บาร์เรลต่อวัน) จาก Cushing, Oklahoma สู่ Texas จะขนส่งได้เพียง 295,000 บาร์เรลต่อวัน ถึงเดือน พ.ค. 56 เนื่องจากชนิดน้ำมันดิบที่มีค่าถ่วงจำเพาะ (API) ต่ำ อย่างไรก็ตาม อิหร่านกำลังติดตั้งอุปกรณ์เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมโรงงานนิวเคลียร์ Natanz เพิ่มเติม ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีต่อการเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศ P5 + 1 และอิหร่านที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 26 นี้ อีกทั้งกิจกรรมโจรสลัดในน่านน้ำของไนจีเรียเริ่มรุนแรงขึ้น ภายหลังมีการโจมตีเรือถึง 5 ครั้ง มีการจับตัวประกัน และเรียกร้องค่าไถ่มูลค่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ไนจีเรียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของทวีปแอฟริกา และมีค่าบริหารการผลิตที่ค่อนข้างสูง จากค่ารักษาความปลอดภัยและเบี้ยประกันภัยจากโจมตีและขโมยน้ำมัน
โทร. 0 2537-2568 ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)โทรสาร 0 2537-2171 27 กุมภาพันธ์ 2556
http://www.newswit.com

บริษัท?ในกลุ่ม?เซ็นทรัล ประกาศมาตร?การสนับสนุนน?โยบายภาครัฐ?เพื่อช่วยลด?การ?ใช้พลังงาน?ไฟฟ้า?โดยยึด?ความปลอดภัย ของลูกค้า?และพนักงาน?เป็นหลัก?ในช่วงวันที่ 5 - 14 ?เมษายน 2556

นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล ประกาศมาตรการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกลุ่มธุรกิจทั้ง 5 ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มธุรกิจค้าส่ง และ กลุ่มธุรกิจอาหารบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลได้ให้ความสำคัญและบริหารธุรกิจด้วยนโยบายอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทั้งด้านการออกแบบอาคาร ระบบการบริหารจัดการพลังงานอัตโนมัติ การใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองจากรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังดำเนินโครงการรณรงค์การประหยัดพลังงานให้กับพนักงานและครอบครัวอย่างสมำเสมอเพื่อสนับสนุนน

นโยบายภาครัฐเพื่อช่วยในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ในระหว่างวันที่ 5 - 14 เมษายน 2556 โดยมีมาตรการเพิ่มเติมให้ทุกกลุ่มธุรกิจดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

1. ระบบปรับอากาศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงที่สุด เทียบเท่ากับ 60% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

1.1. ปรับเพิ่มอุณหภูมิอีก 1- 2 องศา ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 5%
1.2. ปรับลดเวลาการเปิดปิดระบบปรับอากาศและควบคุมอย่างเคร่งครัด
1.3. เปิดพัดลมระบายอากาศเท่าที่จำเป็น
2. ระบบแสงสว่าง

2.1. ลดการเปิดไฟเพื่อความสวยงามลงทั้งหมด เช่น ไฟตกแต่งภานในเช่นไฟส่องสินค้า ไฟหลืบ ไฟส่องหัวเสา ไฟตกแต่งภายนอกอาคารเวลากลางคืน ไฟป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์
2.2. ลดจำนวนหลอดไฟในบริเวณที่อาศัยแสงธรรมชาติได้
3. การบริหารจัดการ

3.1. การจัดตารางการทำงานบางชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงpeak เช่น การซักอบรีด
4. มาตรการรองรับเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับ
4.1. จัดเตรียมพลังงานไฟฟ้าสำรองที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทันทีที่ไฟฟ้าดับ
4.2. จัดให้มีไฟฉุกเฉินและไฟป้ายบอกทางอย่างเพียงพอ
4.3. เพิ่มอัตรากำลังพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกค้า
5. พนักงานในกลุ่มเซ็นทรัล
5.1. การแต่งกายแบบลำลองมาทำงาน
5.2. ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในสำนักงาน
5.2.1. ลดการใช้ไฟแสงสว่างเมื่อสามารถใช้แสงจากธรรมชาติได้
5.2.2. งดการถ่ายเอกสาร (เป็นอุปกรณ์สำนักงานที่ใช้พลังงานสูงที่สุด)
5.2.3. งดการใช้ลิฟท์ในกรณีขึ้นลง 1-3 ชั้น
5.3. ขอความร่วมมือในการลดการใช้ไฟฟ้าที่บ้าน
5.3.1. งดการใช้เครื่องปรับอากาศและใช้พัดลมทดแทนเมื่อมีความจำเป็น

5.4. เตรียมความพร้อมพนักงานทุกคนเพื่อช่วยเหลือตนอง ครอบครัวและผู้อื่น พนักงานทุกคนจะต้องเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
5.4.1. ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง
5.4.2. ผู้ที่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ เติมน้ำมันหรือแก๊สให้เต็ม
5.4.3. เตรียมนำดื่ม
5.4.4. เตรียมยาที่จะต้องรับประทานเป็นประจำ
5.4.5. เตรียมเงินสดสำรอง

ทั้งนี้บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลมีความเชื่อมั่นในความพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าได้ตามปกติและจะยึดถือนโยบายความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นหลัก เรามีความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมไทยที่จะสามารถฝ่าวิกฤติพลังงานนี้ได้ ถ้าพวกเราพร้อมใจกันลดการใช้พลังงานไฟฟ้า เราก็จะมีไฟฟ้าพอเพียงและทำให้ไม่ต้องมีการดับไฟในช่วงวันที่ 5 - 14 เมษายนนี้ ถือว่าใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการฝึกการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญกับ worst case scenario เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะไม่ประมาทและจะเตรียมความพร้อมต่อการเผชิญกับสถานะการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เซ็นทรัลพร้อมจะอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไปทั้งยามสุขและยามทุกข์
http://www.ryt9.com

ยอด?ความต้อง?การ?เครื่องบินประหยัดพลังงาน?ในภูมิภาค?เอ?เชีย-?แปซิฟิก?เพิ่มสูงขึ้น

มีความต้องการเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์รุ่นใหม่เกือบ 10, 000 ลำ โดยรวมไปถึงเครื่องบินลำตัวกว้างมากกว่า 3,800 ลำ

เมื่อเร็วๆนี้ ณ ประเทศสิงคโปร์ มร.จอห์น เลฮีย์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าสัมพันธ์แอร์บัส ได้เปิดเผยถึง การพยากรณ์ทางการตลาดประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกล่าสุดจากแอร์บัส ว่าสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีแนวโน้มความต้องการเครื่องบินประหยัดพลังงานเพิ่มสูงขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า

บรรดาสายการบินในภูมิภาคจะทำการรับมอบเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์และเครื่องบินขนส่งสินค้าใหม่ประมาณ 9,870 ลำ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการรับมอบดังกล่าวจะคิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนเครื่องบินใหม่ที่มีการส่งมอบทั่วโลกในอีกกว่า 20 ปีข้างหน้า (มากกว่ายุโรปและอเมริกาเหนือ) และหากมองในแง่มูลค่า สายการบินใหม่แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเฉลี่ยร้อยละ 40 ของตลาดการบินโลก สะท้อนให้เห็นอัตราความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้างที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของสายการบินในภูมิภาคนี้

ในตลาดเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ มีการคาดการณ์ว่าฝูงเครื่องบินที่ให้บริการอยู่กับสายการบินต่างๆในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 2 เท่าภายใน 20 ปีข้างหน้า จาก 4,300 ลำในปัจจุบัน เป็น 10,440 ลำในอนาคต โดยอิงจากอัตราการเติบโตด้านการจราจรทางอากาศประจำปีซึ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานถึงร้อยละ 5.8 และการซื้อเครื่องบินใหม่จำนวนเกือบ 3,500 ลำเพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่าที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

สืบเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของชุมชนเมืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้การจราจรทางอากาศมุ่งเน้นไปที่อัตราการขยายตัวของบรรดาเมืองหลักประจำภูมิภาค จนนำไปสู่อัตราความต้องการเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและขจัดข้อจำกัดของสนามบิน โดยสายการบินในภูมิภาคจะมีความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้างกว่า 3,840 ลำ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 44 ของปริมาณความต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ทั่วโลก

ความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้างดังกล่าว รวมไปถึงเครื่องบินทางเดินคู่ อาทิ เอ330และเอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบี จำนวน 3,080 ลำและเครื่องบินรุ่นใหญ่พิเศษที่สามารถบรรทุกได้มากกว่า 400 ที่นั่ง อาทิ เอ380 อีกประมาณ 760 ลำ เพื่อใช้ในเส้นทางบินที่มีความหนาแน่นของผู้โดยสารมากที่สุด โดยในตลาดเครื่องบินรุ่นใหญ่ สายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีความต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่อย่าง เอ380 มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45 ของจำนวนเครื่องบินขนาดใหญ่ที่จะทำการส่งมอบในอนาคต

นอกจากการให้บริการบินระยะไกลแล้ว สายการบินในภูมิภาคจะให้บริการเครื่องบินขนาดกลางลำตัวกว้างบนเส้นทางบินในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเปิดเส้นทางบินใหม่โดยใช้เครื่องบินที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 400 ราย

การพยากรณ์ทางการตลาดประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกล่าสุดจากแอร์บัส เผยว่าถึงแม้สายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีความต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น แต่เครื่องบินทางเดินเดี่ยวก็ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคตเช่นกัน

ความต้องการเครื่องบินทางเดินเดี่ยวมีเหตุมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 7 ต่อปีของสายการบินต้นทุนต่ำในช่วงระยะเวลา 10 ปีให้หลังนี้ การเติบโตดังกล่าวผนวกกับวงจรทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า ทำให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีความต้องการเครื่องบินทางเดินเดี่ยวรุ่นขายดีที่สุดอย่างเครื่องบินตระกูล เอ320 จำนวนถึงกว่า 6,030 ลำ

ในส่วนของตลาดเครื่องบินลำตัวกว้าง มีการคาดการณ์ว่าความจุในการบรรทุกผู้โดยสารโดยเฉลี่ยของเครื่องบินทางเดินเดี่ยวประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเพิ่มสูงขึ้นและสายการบินยังมีแนวโน้มเลือกใช้บริการเครื่องบินขนาดใหญ่ซึ่งสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้นอีกด้วย

ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะครองตลาดโลกอีกเช่นเคย โดยจากการพยากรณ์ล่าสุด ฝูงเครื่องบินขนส่งซึ่งให้บริการกับสายการบินในภูมิภาคจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 316 ลำในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 887 ลำ คิดเป็นร้อยละ 30 ของฝูงเครื่องบินขนส่งทั่วโลก แม้ว่าเครื่องบินขนส่งสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการดัดแปลงมาจากเครื่องบินโดยสาร แต่แอร์บัสได้คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเครื่องบินขนส่งใหม่ประมาณ 251 ลำในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยร้อยละ 30 ของเครื่องบินขนส่งจะเป็นเครื่องบินขนาดกลางลำตัวกว้างอย่าง เอ330 ที่มีพิกัดบรรทุกระหว่าง 45 -70 ตัน

ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นตลาดหลักที่สำคัญอย่างมากและมีผลเกี่ยวเนื่องต่อตลาดการบินทั่วโลกในอีก 20 ปีข้างหน้ามร.จอห์น เลฮีย์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าสัมพันธ์แอร์บัส กล่าวพร้อมเสริม การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมืองและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้คนเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แอร์บัสจะตอบโจทย์ความต้องการของสายการบินในภูมิภาคนี้ ด้วยการนำเสนอตระกูลเครื่องบินที่ทันสมัย ทรงประสิทธิภาพและมีความครอบคลุมที่สุด ซึ่งสามารถบรรทุกได้ตั้งแต่ 100 ถึงกว่า 500 ที่นั่ง เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มตลาด

ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกถือเป็นตลาดหลักในการทำธุรกิจของแอร์บัส ยอดสั่งซื้อเครื่องบินจากลูกค้าในภูมิภาคนี้คิดเป็นร้อยละ 31 ของยอดสั่งซื้อเครื่องบินทั้งหมดที่บริษัทฯได้รับ ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัสมากกว่า 2,100 ลำให้บริการกับ 97 สายการบินทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีเครื่องบินที่รอการส่งมอบในอนาคตอีก 1,800 ลำ คิดเป็นหนึ่งในสามของจำนวนเครื่องบินค้างส่งทั้งหมดของแอร์บัส สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในฐานะตลาดที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดสำหรับเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์รุ่นใหม่

การพยากรณ์ดังกล่าวของแอร์บัส อ้างอิงมาจากแอร์บัส โกลบอล มาร์เก็ต ฟอร์คาสต์ ที่คาดการณ์ไว้ว่าความต้องการเครื่องบินโดยสารพาณิชย์และเครื่องบินขนส่งสินค้าใหม่จะมีมากถึงกว่า 28,200 ลำ คิดเป็นมูลค่าถึงเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยการพยากรณ์ความต้องการเครื่องบินสามารถแบ่งออกตามขนาดเครื่องบินได้ดังนี้ คือ เครื่องบินโดยสารรุ่นใหญ่พิเศษ 1,710 ลำ เครื่องบินทางเดินคู่ลำตัวกว้าง 6,970 ลำและเครื่องบินทางเดินเดี่ยว 19,520 ลำ

ตระกูลเครื่องบินของแอร์บัส ประกอบไปด้วย เครื่องบินทางเดินเดี่ยวตระกูล เอ320 ที่มียอดขายสูงที่สุด เครื่องบินลำตัวกว้างขนาดกลางยอดนิยมอย่าง เอ330 และเอ350 เอ็กซ์ดับเบิ้ลยูบีและเครื่องบินขนาดใหญ่พิเศษอย่าง เอ380 นอกจากนั้น ในตลาดขนส่งสินค้า แอร์บัสยังมีเครื่องบินรุ่นใหม่อย่าง เอ330-200เอฟและเอ330พี2เอฟ (Passenger-to-Freighter: P2F) มานำเสนออีกด้วย
http://www.ryt9.com

คอลัมน์: อี?โค?โฟกัส: วิกฤติ?ไฟฟ้า?เขย่าขวัญรัฐ-?เอกชน ?เร่ง?แผนหา 'ทางรอด'

วิกฤติไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งใหญ่วันที่  5-14 เม.ย.2556 นี้ กลายเป็นเรื่องครึกโครมที่คนไทยทั้งประเทศตื่น ตระหนก หลังจาก นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ออกมาระบุว่า ประเทศไทยจะ "ไฟดับ" จากการที่พม่าปิดซ่อม แซมแท่นขุดเจาะก๊าซฯ และจะหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับไทยในช่วงเดือน เม.ย.นี้

หลายหน่วยงานต่างเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า ทั้งการประหยัดการใช้ไฟฟ้า การเลื่อนวันทำงาน หรือการเลื่อนระยะเวลาทำงาน เป็นต้น ขณะที่ภาคประชาชนรับทราบถึงปัญหา  แต่จะร่วมมือในระดับใดขึ้นอยู่กับการกระตุ้นสร้างจิตสำนักของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เวลานี้คนทั้งประเทศต่างใจจดใจจ่อเฝ้าจับตาสถาน การณ์ไฟฟ้าของไทย โดยเฉพาะวันที่ 5 เม.ย.2556 ซึ่งเป็นวันที่เรียกได้ว่า "วิกฤติหนักสุด" ลุ้นกันว่าจะเกิดไฟฟ้าตก หรือไฟฟ้าดับหรือไม่ รวมทั้งจะเอาตัวรอดผ่านพ้นวิกฤติไฟฟ้าขาดแคลนได้เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาอีกหรือไม่

ทั้งนี้ การที่ไฟฟ้าไทยวิกฤติหนักสุดในวันที่ 5 เม.ย.2556  เกิดจากพม่าจะปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติทำให้ไทยขาดก๊าซฯ  ไปผลิตไฟฟ้าถึง 1,100 เมกะวัตต์ หรือ 1 ใน 4 ของปริมาณก๊าซฯ ที่ใช้ยามปกติจะหายไป ส่งผลให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศเข้าสู่จุดต่ำสุดในประวัติการณ์ คือ 700 เมกะวัตต์  จากที่ควรมีอยู่ในภาวะปกติ 1,200 เมกะวัตต์

ประกอบกับสถิติคาดการณ์ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พยากรณ์ว่า ในวันดังกล่าวคนไทยจะใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดทำลายสถิติถึง 26,300-27,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเกือบจะเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ไทยผลิตได้ทั้งหมด

ดังนั้น ในช่วงเวลาวิกฤติดังกล่าว กฟผ.ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องมีแผนเตรียมรับมือเพื่อไม่ให้ไฟฟ้าดับ

โดย นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า  แนวทางที่ กฟผ.เร่งดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2556 เพื่อรองรับปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนมีหลายวิธี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 1.ประสานขอความร่วมมือโรงไฟฟ้าทุกแห่งให้เลื่อน การปิดซ่อมบำรุงออกไปไม่ให้ตรงกับช่วงพม่าปิดซ่อมท่อก๊าซฯ 2.ประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศ เพื่อนบ้านและโรงไฟฟ้าของภาคเอกชนรายเล็กของไทย ซึ่งคาดว่าจะได้ไฟฟ้ารวม 291 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากไฟฟ้าของ สปป.ลาว เต็มกำลังการผลิต และมาเลเซียอีก 200 เมกะวัตต์ รวมทั้งซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนรายเล็กของไทย ได้แก่ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี เพิ่มอีก 30 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าด่านช้างไบโอ 5 เมกะวัตต์ และเอกชนรายอื่นๆ รวมอีก 56 เมกะวัตต์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การจัดหาไฟฟ้าเพิ่มดังกล่าวจะช่วยเสริมปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศให้เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 700 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 991 เมกะวัตต์ ช่วยลดความหวาดเสียวจากปัญหาไฟฟ้าดับลงได้บ้าง

นอกจากนี้ ในส่วนของระบบสายส่งที่เป็นหัวใจสำคัญอีกประการที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับนั้น ทาง กฟผ.ได้ประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จัดการย้ายระบบความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่อาจเป็น ต้นเหตุของไฟฟ้าตก เพราะแรงดันไฟฟ้าต่ำออกไปไว้สถานีไฟฟ้าที่อื่นแทน โดยเฉพาะถนนรัชดาฯ และลาดพร้าว ส่วน กฟภ.ก็ย้ายจากเขตพื้นที่สามพรานไปไว้ที่ใกล้เคียงแทนเช่นกัน

สำหรับกรณีฉุกเฉิน หากโรงไฟฟ้าใดที่เหลืออยู่เกิดปัญหาขึ้น นับเป็นจุดเสี่ยงสูงที่ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างสูงมาก เพราะจะเกิดการดึงกระแสไฟฟ้าไปแก้ปัญหาจนทำให้พื้นที่อื่นๆ ประสบปัญหาไปด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดการดึงไฟฟ้าไปมา อาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับแบบโดมิโนได้  หรือเกิดไฟฟ้าดับทั้งประเทศ ที่เรียกกันว่า "แบล็กเอาต์" ขึ้น ดังนั้น แผนฉุกเฉินป้องกันปัญหาดังกล่าวคือ การตัดไฟฟ้าเฉพาะจุด เฉพาะโซนทันที ซึ่ง กฟผ.ได้ยืนยันว่า จะตัดเฉพาะภาคครัวเรือนเท่านั้น และยกเว้นนิคมอุตสาหกรรมและสถานที่สำคัญอย่างโรงพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้คน

ส่วนวันอื่นที่เหลือ ระหว่างวันที่ 6-14 เม.ย.2556 ที่พม่ายังหยุดซ่อมท่อก๊าซฯ อยู่นั้น กฟผ.เชื่อว่าไฟฟ้าไทยจะไม่วิกฤติ  เนื่องจากตรงกับวันหยุด และเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่โรงงานและประชาชนทยอยหยุดงานกันแล้ว ซึ่งจะทำให้สำรองไฟฟ้าสูงกว่า 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว

มาดูในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ถึง 46% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศกันบ้าง เมื่อได้เห็นว่าภาครัฐประกาศภาวะ ฉุกเฉินด้านไฟฟ้า ต่างตกอกตกใจกันเป็นแถว เพราะหากเกิดไฟฟ้าดับจริง ผลกระทบที่จะตามมากับภาคอุตสาหกรรมย่อมมากมายมหาศาล ดังนั้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีสมาชิกกว่า 8,000 รายทั่วประเทศ จึงเตรียมเจรจากับสมาชิก ร่วมมือกันลดการใช้ไฟฟ้าในวันที่ 5 เม.ย.2556 เป็นกรณีพิเศษ

โดยเบื้องต้น อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเจรจากับสมาชิกทุกค่ายรถยนต์ ให้เลื่อนวันทำงานจากวันที่ 5 เม.ย. ไปเป็นวันที่ 7 เม.ย.แทน ส่วนอุตสาหกรรมรายอื่นๆ มีทั้งเลื่อนวันทำงาน หรือเลื่อนระยะเวลาทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงพีกไฟฟ้าของประเทศลง

ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กังวลว่า 350 โรง งานใน 3 นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี อาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าดับ เนื่องจากในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงต่อไฟฟ้าดับในเขตลาดพร้าว บางกะปิ รัชดาภิเษก และวิภาวดีฯ บางส่วน

อุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่  อุตสาห กรรมผลิตภัณฑ์โลหะ, เครื่องนุ่งห่ม, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, สิ่งพิมพ์, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งในอาคาร

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.จะประสานไปยังผู้พัฒนาและผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 37 แห่ง จากทั่วประเทศ 47 แห่ง ซึ่งมีผู้ประกอบการรวมกว่า 4,000 ราย ที่มีการใช้ไฟตั้งแต่ 80-150 เมกะวัตต์ หรือรวม 3,700 เมกะวัตต์ เพื่อรวบรวมข้อมูลความสามารถในการประหยัดไฟให้แก่ กฟผ. นำไปใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการในช่วงที่พม่าหยุดจ่ายก๊าซฯ

แต่จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเลื่อนวันผลิต เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงเวลา 13.00-15.00 น. ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง

อย่างไรก็ตาม กนอ.เตรียมเปิดวอร์รูมที่สำนักงานใหญ่ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ระหว่างผู้จำหน่ายไฟฟ้ากับโรงงานที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในวันที่ 5 และ 8-10 เม.ย.2556 ที่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองพร้อมใช้อยู่ในระดับต่ำ

ฝั่งภาครัฐ เร่งรณรงค์ประหยัดไฟฟ้ากันกระหน่ำ เริ่มจาก  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รณรงค์นักการเมืองถอดสูท, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมจัดงานรณรงค์ครั้งใหญ่ในวันที่ 5 เม.ย.2556 โดยให้นายกฯ มาเปิดงาน พร้อมใจกันดับไฟบ้านคนละดวง และปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 26 องศา ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีข้อมูลกราฟการใช้ไฟฟ้าของประเทศแบบออนไลน์ดูกันจะจะ ว่าทุกคนช่วยกันประหยัดไฟฟ้า จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าลดลงได้แค่ไหน

นอกจากนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) อีกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ก็หันมารณรงค์ภาคอาคาร โดย นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ.เตรียมส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังอาคารและโรงงานควบคุมกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มีการใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อขอความร่วมมือประหยัดพลังงานช่วงพม่าหยุดจ่ายก๊าซฯ โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 100 เมกะวัตต์

ด้าน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ "เรกูเล เตอร์" เตรียมเรียกประชุมห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อย่าง บิ๊กซี โลตัส เดอะมอลล์ และเซ็นทรัล เข้าร่วมโครงการประหยัดไฟฟ้าช่วงพีกในวันที่ 5 เม.ย. โดยผลประหยัดที่ได้นำมาชดเชยให้กับผู้ร่วมโครงการ ซึ่งอาจเป็นในรูปลดค่าไฟฟ้า เป็นต้น

เป้าหมายต้องช่วยกันลดไฟฟ้าให้ได้ 300 เมกะวัตต์ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนา คม ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม นำนโยบายการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ควรเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศหากไม่ได้ใช้งาน, การถอดสูทประหยัดไฟ,  การเดินทางไปราชการ ควรไปพร้อมกันเป็นหมู่คณะ

"หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อกำกับดูแลให้เกิดความชัดเจนเพื่อที่จะนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดว่า

อาจจะมีการประกวดว่าหน่วยงานไหนลดพลังงานได้ตามเป้า ก็อาจจะมีรางวัลให้" นายประเสริฐ

จันทรรวงทอง รมช.คมนาคม ระบุนายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำ นวยการใหญ่  บมจ.การบินไทย กล่าวว่า ในส่วนของการบินไทย ได้เตรียมแผนรับมือ โดยเตรียมพร้อมเรื่องระบบไฟสำรองต่างๆ อย่างเต็มที่ เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เนื่องจากรับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าหลายเดือน นอกจากนี้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เตรียมแผนรองรับไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้น มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการบิน และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของการบินแน่นอน

นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ ประธานคณะกรรมการ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือแอร์พอร์ตเรลลิงค์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการวางแผนลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะที่สถานีมัก กะสัน ซึ่งเบื้องต้นอาจมีการปรับเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นแบบแอลอีดี รวมทั้งการลดการใช้พลังงานภายในสำนักงานด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานลดการใช้พลัง งานลง 10%

ข่าว "ไฟดับ" นอกจากก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกกับคนไทยแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีความ เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากพม่า เกี่ยวข้องกับก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนที่ประชาชนใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้มีข่าวว่าผู้ประกอบการเริ่มมีการกักตุนและปรับราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และมีกระแสว่าก๊าซหุงต้มเริ่มขาดแคลน

แต่ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้รับการยืนยันจากกระทรวงพลังงาน ว่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจาก พม่าเป็นก๊าซธรรมชาติที่ใช้สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น ไม่เกี่ยว ข้องกับก๊าซหุงต้มที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก๊าซหุงต้มเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ จากการผลิตน้ำมันจากโรงกลั่นและการนำเข้าจากสิงคโปร์และตะวัน ออกกลางประมาณ 20-30%

"กรมฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานการณ์และร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนจากการปรับขึ้นราคาและกักตุนสินค้าของผู้ประกอบการ จึงขอให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการร้านก๊าซหุงต้มอย่าตื่นตระหนก กรมฯ ยืนยันว่าสถานการณ์ก๊าซหุงต้ม ยังมีใช้จำหน่ายได้ปกติ หากผู้ประกอบการมีการกักตุนสินค้าและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

เหล่านี้เป็นความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วน เพื่อให้รอดพ้นวิกฤติไฟฟ้าในครั้งนี้ไปได้ แต่จะผ่านพ้นวิกฤติได้หรือไม่ อยู่ที่ความร่วมแรงร่วมใจเป็นสำคัญ และไม่เพียงแค่วันที่ 5 เม.ย.เท่านั้นที่ต้องฝากย้ำเตือนให้ประหยัดพลังงาน แต่ควรต้องปลูกฝังกันให้ใช้พลังงานทุกชนิดอย่างรู้คุณค่า ประหยัดให้เป็นนิสัย เพื่อประเทศไทยจะไม่เกิดวิกฤติ.
http://www.ryt9.com

สถานการณ์ราคาน้ำมัน ประจำสัปดาห์ที่ 25 ก.พ.- 1 มี.ค. 56 และแนวโน้มในสัปดาห์ที่ 4-8 มี.ค. 56

ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสัปดาห์ที่ 25 ก.พ.- 1 มี.ค. 56 น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ปรับตัวลดลง 3.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 107.89 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 3.47 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 112.16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสท์ เท็กซัสฯ (WTI) ลดลง 2.21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอยู่ที่ 92.25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาเฉลี่ยน้ำมันน้ำมันเบนซินออคเทน 95 ลดลง 5.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 129.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซลลดลง 4.37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 129.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ได้แก่

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ

    นักลงทุนกังวลต่อผลการเลือกตั้งของอิตาลี ที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายต่างครองอำนาจในรัฐสภาฯ คนละซีก จะทำให้การบริหารงานของรัฐบาลใหม่ไม่เข้มแข็ง เนื่องจากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปและอาจส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ อิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน
    สถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ อาจกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) แสดงกังวลต่อ มาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายรัฐบาลฯ อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ หรือ Sequestration มูลค่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในในช่วงวันที่ 2 มี.ค. - 1 ต.ค. 56 และอีก 1.09 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 8 ปีต่อไป
    สำนักสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration หรือ EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 ก.พ. 56 เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 377.5 ล้านบาร์เรล
    กลุ่มประเทศ OPEC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ก.พ. 56 มาอยู่ที่ระดับ 30.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นาย Ben Bernanke แถลงต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาฯ ยืนยันความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ที่เข้าซื้อตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อ มูลค่ารวม 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน
    EIA รายงานปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบโลก (ไม่รวมอิหร่าน) ในระยะ 60 วัน ที่ผ่านมา อยู่ที่ 86 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าปริมาณการผลิต 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันโลกลดลง 2.652 พันล้านบาร์เรล

แนวโน้มราคาน้ำมัน

ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงมาสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ภายหลังทางการจีนรายงานดัชนีภาคการผลิต (PMI) ลดลงมาสู่ระดับ 50.1 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ทางด้านฝรั่งเศสประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มยูโรโซนแม้ว่าดัชนีภาคการผลิตปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 43.9 จุด แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุด บ่งชี้ถึงการถดถอยเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน ประธานาธิบดีฝรั่งเศสนาย Francois Hollande ยอมรับว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสจะไม่สามารถเติบโตตามที่คาดไว้ในปีนี้ที่ 0.8% ได้ ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจของฝรั่งเศสจะไม่เติบโตในปี 56 นี้ (0%) โดยในไตรมาส 4/55 เศรษฐกิจฝรั่งเศสถดถอย 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนสหรัฐฯ กำลังพิจารณากฎและข้อกำหนดให้สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ เพื่อส่งออกไปเม็กซิโก เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบชนิดเบาและกำมะถันต่ำ (Light Sweet Crude) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ธ.ค. 55 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการในประเทศ ในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent ในตลาดซื้อขายล่วงหน้ามีแนวรับ-แนวต้านทางเทคนิค อยู่ที่ 108.47 - 113.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที 88.77 - 91.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ
http://www.newswit.com